ตอนเด็กๆเวลาเจอความทุกข์จะรู้สึกแย่มากเหมือนถูกชนล้ม เพราะไม่มีเครื่องมือจัดการกับความทุกข์ ยิ่งโตทุกข์ก็ใหญ่ขี้น และเป็นบททดสอบที่ยากขี้นเรื่อยๆ
เรื่องที่ทำให้ทุกข์และกลัวที่สุดก็คือ ความตาย ตอนเด็กๆหนูดีแข็งแรงมาก คุณแม่ไม่เคยบอกเลยว่าเป็นโรคหัวใจรั่ว พอโตขี้นเริ่งรู้สึกว่าเราไม่ปกติเหมือนคนอื่น ฟันเสียเยอะมาก แค่ขาแพลง กระดูกข้อเท้าก็หักแล้ว มารู้ความจริงว่า ตอนคุณแม่ตั้งท้องหนูดีท่านอายุมากแล้ว ไม่คิดว่าจะมีลูก นึกว่าอาหารเป็นพิษ คุณหมอจึงให้ยาและตอนนั้นคุณแม่ยังใช้ยารักษาสิวซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็กด้วย กว่าจะรู้ว่าท้องก็ปาเข้าไปเดือนที่ห้า หมอแนะนำทำแท้ง เพราะกลัวว่าเกิดมาอาจปัญญาอ่อน แต่คุณแม่ไม่ทำ หนูดีจึงเป็นโรคหัวใจรั่วตั้งแต่เกิด แล้วยังประสบอุบัติเหตุรถชนหลายครั้ง น่าจะตายไปแล้วหลายรอบ แต่ก็ไม่ตายดังนั้นความตายจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวมากที่สุด
หนูดีเรียนด้านสมองมา รู้ว่าสิ่งที่คนเรากลัวเกี่ยวพันกับความตายทั้งนั้น เช่น ตกงาน ไม่มีเงินซื้ออาหารก็กลัวอดตาย หรือทะเลาะกับครอบครัวโดนไล่ออกจากบ้าน ก็กลัวตาย แต่พอได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า หนูดีจึงได้เครื่องมือกำจัดทุกข์ และคิดว่าแนวคิดของศาสนาพุทธนั้นไม่เคยล้าสมัย และเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ รู้สึกตื่นเต้นมากที่วิชาเรียนที่ฮาร์วาร์ดหลายอย่างใกล้เคียงกับคำสอนในศาสนาพุทธอย่างไม่น่าเชื่อ
การเป็นอัจฉริยะ ไม่ใช่แค่คิดเป็นเท่านั้น แต่ต้องวิเคราะห์กระบวนการคิดของตัวเราเองด้วยว่ามีคุณภาพหรือเปล่า ต้องคิดแบบเต่า คือคิดช้าๆแล้วความคิดจะมีคุณภาพมากขี้น ซึ่งคล้ายคลึงการการฝึกนั่งสมาธิมากเพราะเราต้องนั่งไตร่ตรองความคิดของตนเอง จากนั้นหนูดีก็ศึกษาต่อว่ามีคำสอนใดในศาสนาพุทธสอนใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์ทางสมองอีกบ้าง อย่างคำที่ว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" หนูดีไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมีคำว่าผู้เบิกบาน จึงไปค้นคว้างานวิจัยทางสมอง งานชิ้นหนึ่งบอกว่า คนที่นั่งสมาธินานๆจะมีกิจกรรมในสมองซีกซ้ายเยอะกว่าทั่วไปที่ไม่เคยฝึก ซึ่งนั่นเกี่ยวข้องกับอารมณ์เชิงบวก ดังนั้นคนที่นั่งสมาธิบ่อยๆจะอารมณ์ดี และมองโลกในเชิงบวก เพราะลักษณะสมองเอื้อให้เป็นอย่างนั้น
มีอีกวิชาหนึ่ง "จิตวิทยาเชิงบวก" เรียนแล้วสนุกมาก เพราะเป็นวิชาที่ศึกษาว่าทำอย่างไรเราจึงมีความสุขกับทุกเรื่องในชีวิต งานวิจัยบอกว่า ในชีวิตเราจะมีความสุขเรื่องใหญ่ๆประมาณ 8-10 ครั้งในชีวิต เช่น ซื้อบ้านหรือรถใหม่ แต่งงาน มีลูก เป็นต้น
ถ้าเราเอาความสุขทั้งหมดไปผูกกับเรื่องใหญ่ๆ อัตราเฉลี่ยของดัชนีความสุขทั้งชีวิตจะมีน้อยมาก จึงควรดึงระดับความสุขในชีวิตประจำวันมาเพิ่มแทน ความสุขใหญ่ๆยังมีได้ แต่หันมาเฉลี่ยความสุขกับเรื่องเล็กๆน้อยๆบ้าง เช่น ตื่นเช้าแล้วพบว่าทุกคนในครอบครัวยังแข็งแรงนี่ก็คือความสุข ขับรถถึงบ้านอย่างปลอดภัยก็เป็นความสุขเช่นกัน
อย่าลืมดูแลที่มาของความสุขรู้ว่าอะไรที่ทำให้มีความสุข และรู้ว่าสุขแค่ไหนถึงพอ
ที่มา นิตยสาร Shape
เสื้อผ้าคนอ้วน
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)